“แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยว” เป็นหนี้ชีวิต”พระองค์” ลูกพิการสมอง๕คนทนไม่ไหว ก่อนฟ้ามาโปรด เป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อจริงๆ(รายละเอียด)

loading...

นี้ก็เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณและพระเมตตาจากพระองค์ สำหรับ นางวาสนา โพธิ์ทอง แม่ค้าก๋วยเตี๋ยว อายุ 54 ปี ที่ได้รับพระราชทานตั้งแต่วันที่ 19 ตุลาคม 2554 ที่ผ่านมา หลังเขียนจดหมายถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อขอความช่วยเหลือจากพระองค์

loading...

โดย นางวาสนา เล่าถึงเรื่องราวชีวิตที่สุดแสนจะลำบาก กระทั่งเหมือนได้มีชีวิตใหม่หลังได้รับพระเมตตาจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ว่า ครอบครัวของตนลำบากและยากจน รายได้ที่มีก็ได้จากการขายก๋วยเตี๋ยว เพียงวันละ 200-300 บาท ไม่เพียงพอที่จะเลี้ยงครอบครัว เพราะตนมีลูก 7 คน ซึ่งพิการทางสมองไป 5 คน ทำให้ชาวบ้านบางคนเกิดความรังเกียจ ไม่มีผู้ใดช่วยเหลือ อีกทั้งตนและครอบครัวไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ต้องเช่าบ้านพักและต้องย้ายไปยังที่ต่างๆ เหมือนกับคนเร่ร่อน

ตอนนั้นตนรู้สึกลำบากจนท้อถึงขั้นไม่อยากมีชีวิตอยู่ เคยชวนลูกๆ กินยาฆ่าตัวตายมาแล้วหลายครั้ง แต่ลูกสาวกลัวจึงไม่กล้าลงมือเพราะสงสารลูก คิดว่าชาตินี้คงไม่มีที่อยู่ ไม่มีปัญญาสร้างบ้านได้ แต่เป็นห่วงว่าหากตัวเองตายไปลูกๆ จะอยู่อย่างไร

บ้านพระราชทานจากในหลวง ร.9

ขณะนั้นเอง ตนจึงตัดสินใจเขียนจดหมาย ขอบ้านจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2554 คิดว่าท่านเป็นที่พึ่งสุดท้ายของประชาชนคนธรรมดาอย่างตน โดยเขียนจดหมายด้วยดินสอ ลงบนเศษกระดาษเก่าๆ ส่งถึงพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก่อนส่งตนก็ยกมือไหว้พระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ท่าน และภาวนาให้พระองค์ได้รับจดหมายฉบับนี้ เพราะขณะนั้นพระองค์ท่านทรงพระประชวร อยู่ที่โรงพยาบาลศิริราช

จนกระทั่งหนึ่งเดือนผ่านไป ได้มีจดหมายตอบกลับจากสำนักพระราชวังว่า เรื่องอยู่ระหว่างดำเนินการพิจารณาสร้างบ้านให้ เมื่อตนได้อ่านจดหมายก็ดีใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ ไม่คิดว่าจดหมายจากประชาชนคนจน จะส่งถึงพระมหากษัตริย์และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ขนาดนี้

นางวาสนา เล่าต่อว่า จากนั้น 1 เดือน หน่วยงานราชการก็ได้ทำการสร้างบ้านพระราชทานหลังนี้จนเสร็จ และได้รับมอบในวันที่ 19 ตุลาคม 2554 พร้อมทั้งมีพระมหากรุณาธิคุณมอบเงินจำนวน 30,000 บาท เพื่อช่วยเหลือในการนำมาตั้งตัวประกอบอาชีพ และยังมีเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังเข้ามาเยี่ยมเยียนสอบถามความเป็นอยู่โดยตลอด ถามไถ่ถึงความลำบากที่อยากให้ช่วยเหลือ แต่ตนคิดว่าแค่นี้ก็ถือว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่งแล้ว จึงตอบกลับไปว่าไม่ต้องการสิ่งใดอีก สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองแล้ว

“เรื่องราวที่เกิดขึ้นเหมือนความฝัน เพราะไม่เคยคาดฝันว่าจะเป็นเรื่องจริง ซึ่งครอบครัวตนไม่เคยมีบ้านอยู่ แต่ตอนนี้มีบ้านอยู่เป็นของเราเอง ลูกมีที่หลับนอน และตั้งแต่ที่ได้บ้านหลังนี้มา ครอบครัวก็มีความสุข แม้ทุกวันนี้จะยังกินข้าววัดอยู่ก็ตาม  ตนพูดกับลูกเสมอว่าถ้าไม่มีในหลวงรัชกาลที่ 9 เราก็คงไม่มีวันนี้ ตนไม่เคยลืมพระองค์ท่านเลย น้ำตาไหลทุกครั้งเมื่อเห็นพระองค์ท่านในโทรทัศน์ ถ้าไม่มีพระองค์ท่านก็ไม่รู้ว่าครอบครัวจะเป็นอย่างไร จะสามารถมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ได้หรือไม่” นางวาสนา กล่าว.


ความเห็นชาวเนต

 

ขอบคุณที่มา รายการทุบโต๊ะข่าว AMARIN TVHD

แบ่งปัน