บัณฑิตไฟดับ!?!…เสียงจาก”พ่อหลวง”ในวันนั้น สิริมงคล๗ชีวิต พระองค์ไม่เคยมองข้ามเรา (รายละเอียด)

loading...

ย้อนกลับไปเมื่อ 31 ปี ที่แล้ว หรือ พ.ศ.2528 วันที่การสื่อสารผ่านโลกออนไลน์ และสังคมโซเชียลมีเดียยังไม่มี เรื่องราวที่เกิดขึ้น หรือข้อมูลต่างๆ ถูกส่งต่อผ่านอีเมล เช่นเดียวกับภาพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงรับสั่งให้เรียกนักศึกษาที่มารับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระองค์ท่านในช่วงที่ไฟดับ กลับขึ้นมารับพระราชทานปริญญาบัตรใหม่อีกครั้ง

loading...

 “พระองค์ท่านไม่เคยมองข้ามเรา”
เป็นคำบอกเล่าของ “ตราชู กาญจนสถิตย์” ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ บริษัท บุญรอด เทรดดิ้ง
“ตราชู” เล่าว่า เดือน พ.ย. ปี 2528 ขณะที่ผมและเพื่อนๆ กำลังก้าวเข้าไปต่อหน้าพระพักตร์เพื่อรับพระราชทานปริญญาบัตรจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จังหวะนั้นเกิดเหตุการณ์ “ไฟดับ” ทั่วประเทศไทย ส่งผลให้ไฟที่ทำการส่องสว่างเพื่อการถ่ายภาพบัณฑิตที่กำลังเข้ารับพระราชทานปริญญาในหอประชุมใหญ่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่สามารถสร้างแสงไฟเพื่อการถ่ายภาพสำคัญของชีวิตได้

 “ผมไม่มีภาพถ่ายครับเพราะแสงไม่พอ ….”
การพระราชทานปริญญาไม่ได้หยุดลง แม้ไฟจะมืดลงแต่พิธีการสำคัญยังคงดำเนินต่อไป….
ผมเดินถือปริญญาบัตรลงมาพร้อมๆ กับจิตใจที่ห่อเหี่ยวและคำถามที่ว่า
“ทำไมต้องเป็นเราที่จะไม่มีภาพสำคัญนี้”
ผ่านไปสักพักหนึ่งซึ่งนานพอสมควร ……อาจารย์ที่ผมไม่รู้จักเดินมาบอกพวกผมว่า
“ในหลวงทรงรับสั่งให้บัณฑิตที่รับพระราชทานปริญญาช่วงที่ไฟดับที่ถ่ายภาพไม่ติดประมาณ 6 คนขึ้นไปรับพระราชทานปริญญาอีกรอบหนึ่ง”

 “ตราชู” ย้อนเล่าเหตุการณ์วันนั้นว่า ขณะที่อาจารย์เดินมาบอกเป็นช่วงที่นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์กำลังขึ้นไปรับพระราชทานปริญญา ซึ่งเลยการรับพระราชทานปริญญาของคณะวิทยาศาสตร์ที่ผมเรียนอยู่ไปแล้ว ผมไม่อาจรับรู้ได้เลยว่าพระองค์ท่านคิดและรู้สึกอย่างไร ตอนนั้นผมดีใจมาก ในหัวผมมีคำถามมากมาย
“อะไรกันนี่ เป็นไปได้เหรอ !”
“อะไรกัน ในหลวงท่านทรงรับรู้ถึงความเศร้าของพวกผมได้อย่างไร!”
“ท่านไม่ทรงเหนื่อยล้าหรอกเหรอ ทรงพระราชทานปริญญาให้กับบัณฑิตมากมายแล้ว!”
“ท่านสงสารพวกเราขนาดนั้นเลยเหรอ!”
“ถ้าท่านจะมีพระราชดำริว่า ทรงงานมามากแล้วขอเสด็จกลับ คงจะไม่มีใครคิดว่าอะไร”
“ผม 6 คนก็แค่ผงธุลีที่ไร้ความหมายใดๆ จะทรงให้ความสำคัญให้เหนื่อยไปอีกเพื่ออะไร”
“แต่ท่านมิได้คิดเช่นนั้น ท่านเห็นความสำคัญของความรู้สึกของคนไทยน้อยๆ 6 คนนั้นอย่างที่ผมไม่รู้จะพูดบรรยายความรู้สึกนั้นได้อย่างไร”
“ผมปลาบปลื้มจนน้ำตาไหล” แล้วผมก็ขึ้นไปรับพระราชทานปริญญาบัตรมาจนได้ภาพนี้มา
ผมกลับมานั่งที่เก้าอี้และคิดได้ว่า เหตุผลใดที่ท่านจึงไม่มองข้ามเราไป ในหลวงท่านทรงมีพระประสงค์อย่างแน่วแน่ที่จะให้เรารับปริญญามาด้วยความรู้สึกว่า เราต้องเป็นคนดีของสังคม ผมมีโอกาสที่จะได้สัมผัสกับสิ่งเดียวที่ในหลวงทรงสัมผัสมาแล้วนั่นคือปริญญาใบนี้นี่เอง ปริญญาใบนี้จะเป็นสิ่งสูงสุดที่จะคอยเตือนใจให้ผมทำความดีตามพระประสงค์ของในหลวง

 พระองค์ที่สูงเทียมฟ้าแต่กลับเห็นความรู้สึกของผงธุลีอย่างพวกผม ผมสัญญากับตัวเองในวันนั้นว่า ผมจะเป็นคนดีของสังคม และจะรักในหลวงยิ่งชีวิต ขนาดคนอย่างผมยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณขนาดนี้ สังคมไทยในหลายๆ ส่วนคงต้องได้รับจากพระองค์ท่านมากมายเหลือคณานับ
นี่เป็นเรื่องเล็กๆ ของผมที่จะบอกว่า ทำไมผมรักในหลวง …..ผมรักในหลวงยิ่งชีพครับ
“วันนั้นในหอประชุมไม่มีใครคาดคิดว่าจะเกิดสิ่งนี้ขึ้น หลังจากวันนั้นมีการแชร์ภาพนี้ผ่านทางอีเมลมากมาย โดยที่ในเวลานั้นผมก็ไม่รู้ว่าจะบอกให้ทุกคนรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือเรื่องจริง พระองค์ท่านไม่เคยมองข้ามเรา ผมอยากบอกให้ทุกคนได้รับรู้ว่าพระองค์ท่านทรงมีเมตตามากเพียงใด” ตราชู กล่าว


#ข้อมูลและภาพจากเฟซบุ๊ก Trachoo Kanchanasatitya

 

แบ่งปัน